Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

TH | EN


Today, 18
November 
2017
- การศึกษาคือนวัตกรรม โดย คณะ : วิทยาลัยแพทยศาสตร์

 

 
ด้านการศึกษาและวิจัยทางการแพทย์
ในด้านการศึกษาและการวิจัยนั้น คอมพิวเตอร์มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาและศึกษาองค์ความรู้ใหม่ของทุกสาขาวิชา 
โดยเฉพาะสาขาทางการแพทย์ คอมพิวเตอร์จะมีผลอย่างมากต่อการทำงานที่ถูกต้องแม่นยำของเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงชนิดต่างๆ 
ซึ่งจะเป็นผลต่อเนื่องต่อความน่าเชื่อถือของการนำผลที่ได้นั้นมาช่วยในการวินิจฉัยโรคของแพทย์หรือความน่าเชื่อถือของการนำเครื่องมือแพทย์ชนิดนั้นมาให้การรักษาโรคแก่ผู้ป่วย\
ดังนั้นการศึกษาและการวิจัยทางการแพทย์ทั้งหลายจึงมุ่งเน้นพัฒนาเครื่องมือ องค์ความรู้และวิธีการต่าง เพื่อนำมาใช้ในการรักษา
โรคหรืออำนวยความสะดวกต่อบุคคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยให้มากที่สุด
ปัจจุบันมีความพยายามพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถในการตัดสินใจและเรียนรู้ได้ด้วยตนเองที่เรียกว่า 
ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent : AI) ขึ้น
เพื่อช่วยลดภาระงานบางอย่างของมนุษย์ลง เช่น งานวิจัยด้านหุ่นยนต์ชนิดต่างๆ การใช้คอมพิวเตอร์สร้างแบบจำลองด้านการแพทย์ต่างๆ เช่น แบบจำลองการระบาดของโรค 
การใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพจำลองสามมิติของร่างกายมนุษย์เพื่อให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยโรคและทำการรักษาได้ง่ายขึ้นหรือแม้กระทั่งโครงการวิจัยทางโทรเวชต่างๆ
ซึ่งได้รับการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง
ระบบการแพทย์อัจฉริยะ (intelligent medical system)
ศูนย์เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้ให้นิยามของ ระบบการแพทย์อัจฉริยะไว้ดังนี้ “เครื่องใช้ ผลิตภัณฑ์
(รวมทั้งอุปกรณ์ ส่วนประกอบ ส่วนควบหรือชิ้นส่วนของเครื่องใช้ผลิตภัณฑ์) ดังกล่าวมีความสามารถในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
ลดเวลาลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น มีความแม่นยำสูง สามารถรับรู้สภาพแวดล้อมในการทำงานและตอบสนองต่อผู้ใช้ (ทั้งแพทย์หรือผู้ป่วย) ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน
รวมทั้งช่วยส่งเสริมสนับสนุนระบบการบริหารจัดการและการดูแลของแพทย์” ระบบการแพทย์อัจฉริยะสามารถแบ่งออกได้ดังนี้
(1) ระบบภาพทางการแพทย์ (imaging technology)
เป็นงานวิจัยเพื่อพัฒนาอัลกอริธึมต่างๆ ที่ใช้ในการสร้างภาพทางการแพทย์ขึ้น เพื่อมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ด้านการวินิจฉัยและการให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วย
โดยการพัฒนานั้นจะเน้นการพัฒนาระบบภาพสามมิติของร่างกายผู้ป่วยหรืออวัยวะภายในผู้ป่วย
 เพื่อการวินิจฉัยและค้นหารอยโรค เพื่อการพยากรณ์รูปร่างที่อาจเปลี่ยนไปของผู้ป่วยเมื่อได้รับการทำหัตถการต่างๆ 
ซึ่งในที่นี้จะกล่าวแยกเป็น 2 ด้านพอสังเขป คือ
ระบบการสร้างภาพ 3 มิติสำหรับการวินิจฉัยและประกอบการรักษา
1. เป็นการสร้างภาพ 3 มิติของผู้ป่วย จากเครื่องถ่ายภาพทางรังสีชนิดต่างๆ เช่น CT scan, MRI, SPETหรือ PET 
มาใช้แสดงตำแหน่งของก้อนมะเร็ง โดยการใช้ภาพถ่ายรังสีที่แสดงโครงสร้างร่างกายผู้ป่วยจากเครื่อง 
CT scan มาผนวกกับภาพถ่ายรังสีจากเครื่อง SPET ก็จะได้ตำแหน่งของก้อนมะเร็งที่แม่นยำกว่าการใช้ภาพถ่ายรังสีจากเครื่องใดเครื่องหนึ่ง
 และใช้ภาพถ่ายรังสีที่ได้ไปประกอบการวางแผนการรักษาโดยทีมแพทย์และผู้เชียวชาญได้ 
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ควบรวมระหว่างเครื่อง CT scan และเครื่อง PET เรียกว่า PET – CT scan 
ซึ่งจะได้ภาพถ่ายที่แสดงทั้งโครงสร้างของร่างกายและตำแหน่งของมะเร็งออกมาในการสแกนเพียงครั้งเดียว
2. ระบบการสร้างภาพจำลอง 3 มิติ เพื่อช่วยวางแผนการรักษา
เป็นการสร้างภาพจำลอง 3 มิติ ขึ้นเพื่อช่วยวางแผนการรักษา เช่น งานทันตกรมรากฟันเทียม 
จากเดิมที่ใช้เพียงความชำนาญและประสบการณ์ของทันตแพทย์ในการรักษา ก็จะใช้ภาพจากเครื่อง CT scan ซึ่งเป็นข้อมูล 3 มิติซึ่งมีความถูกต้องมาใช้ในการวางแผนการรักษา
โดยใช้โปรแกรมช่วงวางแผนการผ่าตัดรากฟันเทียมจำลองภาพตำแหน่งของรากฟันที่ต้องการฝัง โดยสามารถจะนำไปใช้ในการผ่าตัดได้โดยตรง
หรือนำแผนที่วางไว้ไปออกแบบเป็น Drill Guide หรือทำงานร่วมกับระบบนำทางระหว่างการผ่าตัดก็ได้
สำหรับงานด้านการรักษาโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็งซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ เช่น บริเวณใต้ฐานสมอง ก็จะใช้ภาพสามมิติที่ได้จากเครื่อง MRI 
เป็นตัวบ่งชี้ตำแหน่งและใช้เทคนิคการผ่าตัดมะเร็งด้วยรังสีแกมม่า (Gamma Knife) ฉายรังสีแกมม่าเป็นบีมเล็กๆ จากหลายๆ 
มุมของศีรษะไปฆ่าเซลล์มะเร็งเพื่อหลบเลี่ยงอวัยวะสำคัญ
(2) ระบบติดตามผู้ป่วย (patient monitoring)
สามารถแบ่งออกได้ 2 ด้าน คือ
1. Care Monitoring เป็นการติดตั้งเครื่องมือขนาดเล็กที่ข้างเตียงสำหรับติดตามดูสัญญาณชีพต่างๆ ของผู้ป่วยหนักที่ต้องการ
ดูแลอย่างใกล้ชิด เชื่อมโยงกับระบบเครือข่ายแบบมีสายหรือแบบไร้สายหรือใช้ติดตัวผู้ป่วยที่ไม่ต้องการอยู่โรงพยาบาลนาน 
โดยเครื่องนี้จะทำหน้าที่ส่งข้อมูลต่างๆ ให้แพทย์ได้ทราบตลอดเวลา เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ pulse oxymetry เป็นต้น
2. Home Monitoring เป็นการติดตามผลการรักษาของผู้ป่วยที่ออกจากโรงพยาบาลหรือกลับไปพักฟื้นที่บ้าน 
โดยระบบจะส่งข้อมูลที่แพทย์ต้องการกลับไปยังศูนย์การแพทย์หรือโรงพยาบาลผ่านทางระบบเครือข่ายได้
ตัวอย่างของงานวิจัยในด้านนี้ เช่น ระบบโมนิเตอร์ข้อมูลสุขภาพผู้ป่วยผ่านระบบบอกพิกัดจากดาวเทียมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
โดยมีแนวคิดและวิธีการทำงานดังภาพ ซึ่งระบบจะส่งสัญญาณชีพที่จำเป็น ของผู้ป่วยและส่งกลับมายังศูนย์การแพทย์ เพื่อรายงานให้แพทย์ทราบ
(3) ระบบโทรเวช (tele - medicine)
เริ่มมีบทบาทมากขึ้น เมื่อระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของแต่ละประเทศมีความพร้อมมากขึ้น มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ
ระบบรับ - ส่งภาพ ระบบประมวลผลภาพและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีระบบเครือข่ายนั้นมีความเร็วสูงขึ้นอย่างมาก 
นอกจากจะทำให้การรับ – ภาพทางการแพทย์ทำได้อย่างรวดเร็วขึ้น ยังสามารถประยุกต์ใช้งานได้กว้างขวาง เช่น 
การผ่าตัดทางไกลผ่านหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด การใช้เทคนิค VDO conference เพื่อช่วงวางแผนการผ่าตัดของแพทย์จากต่างสถานที่
เป็นต้นสำหรับงานวิจัยด้านระบบโทรเวชนั้น มุ่งเน้นให้การดูแลรักษาสำหรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล การสร้างความร่วมมือแบบเครือข่าย
เพื่อเปลี่ยนความรู้ทางการแพทย์ สร้างความสะดวกสบายต่อผู้ป่วยในบางโรคที่อาจไม่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
ตัวอย่างงานวิจัย ที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ เช่น งานวิจัย เรื่อง An integral care telemedicine system for HIV/AIDS
patients ของ Technical University of Madrid ประเทศสเปน เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการสร้างระบบโทรเวช 
เพื่อให้การดูแลและให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผ่านทางระบบเครือข่าย โดยมีทีมแพทย์จากโรงพยาบาลบาเซโลนา 
เป็นผู้ให้บริการ
 
Comment

กรุณากรอกเลขที่เห็น
1
ความคิดเห็นที่ : 4 วันที่ 2016-11-17 13:54:50
ความคิดเห็นที่ : 3 วันที่ 2015-12-28 15:23:51
Pretty! This has been an incredibly wonderful article. Thanks for supplying these details.
ความคิดเห็นที่ : 2 วันที่ 2013-04-10 16:44:15
ยังไม่ได้อ่านเลยให้ความเห็นไม่ถูก
ความคิดเห็นที่ : 1 วันที่ 2012-12-28 12:50:07
อยากเป็นนักวิจัยจัง

Copyright 2012 All Rights Reserved Research Institue of Rangsit University.